ANROAV Statement -Thai PDF Print E-mail
Tuesday, 22 April 2008
แถลงการณ์เครือข่ายสิทธิของเหยื่ออุบัติเหตุจากการทำงานแห่งเอเชีย
(Asian Network for the Rights of Occupational Accident Victims : ANROAV)
ต่อการเสียชีวิตของแรงงานข้ามชาติ ๕๔ คนในประเทศไทย

ความเป็นมา

เมื่อเย็นวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๑ ที่ภาคใต้ของประเทศไทย แรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าจำนวน ๕๔ คน ได้เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ขณะที่ซ่อนตัวอยู่ในรถบรรทุกห้องเย็นขนาด ๖ เมตร X ๒.๒ เมตร ที่ปกติใช้เป็นรถห้องเย็นขนส่งอาหารทะเลแช่แข็ง  โดยแรงงานเหล่านี้กำลังลักลอบเข้าไปที่เกาะภูเก็ต ในจำนวนแรงงานข้ามชาติที่เสียชีวิต ๕๔ คนนั้นเป็นหญิง ๓๗ คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต ๑ คนที่เป็นเด็กหญิงอายุเพียง ๘ ขวบ และที่เหลืออีก ๑๗ คนเป็นชาย โดยมีเด็กชาย ๑ คนรวมอยู่ด้วย  ส่วนแรงงานข้ามชาติซึ่งถูกลักลอบพาเดินทางมาด้วยพาหนะคันเดียวกันนี้แต่รอดชีวิตมาได้มีจำนวน ๖๗ คน โดยในจำนวนนี้มีแรงงานที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี(แรงงานเด็ก) อยู่ ๑๔ คน และหญิงตั้งครรภ์อีก ๑ คน   แรงงานเด็กจำนวน ๑๔ คนนี้ก็ถูกควบคุมตัวแยกจากกลุ่มผู้ใหญ่ที่รอดชีวิตไว้ที่ห้องกักของด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดระนอง  ในขณะที่แรงงานข้ามชาติที่เป็นผู้ใหญ่ ๕๓ คน ถูกนำตัวส่งฟ้องศาลจังหวัดระนองเพื่อดำเนินคดีข้อหาเดินทางเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต (หลบหนีเข้าเมือง) โดยศาลพิพากษาปรับ ๒,๐๐๐ บาท (คิดประมาณ ๖๓ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา) ซึ่งนอกจากแรงงานผู้ใหญ่ที่ลักลอบ ๔ คน ที่เหลือไม่สามารถจ่ายค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลได้ก็จะถูกให้จำคุกเป็นเวลา ๑๐ วันแทนค่าปรับ ซึ่งหลังจากจำคุกเป็นเวลา ๑๐ วัน แรงงานลักลอบที่รอดชีวิตทั้งผู้ใหญ่และเด็กได้ถูกกักกันตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งแรงงานสามารถเข้าถึงทนายหรือบุคคลทั่วไปได้อย่างจำกัด ในขณะที่แรงงานทั้ง ๔ คนที่ได้จ่ายค่าปรับก็ยังไม่ทราบแหล่งที่อยู่ ส่วนการจัดการกับแรงงานลักลอบที่ได้ถูกนำตัวกักกันไว้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองก็ยังไม่ชัดเจนเช่นกัน 

เครือข่ายสิทธิของเหยื่ออุบัติเหตุจากการทำงานแห่งเอเชีย (Asian Network for the Rights of Occupational Accident Victims: ANROAV) ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะกรรมการนานาชาติสวัสดิการสังคม  สหประชาชาติ ขอประณามรัฐบาลไทยอย่างรุนแรงที่ได้เกิดเหตุการณ์การเสียชีวิตของกลุ่มแรงงานข้ามชาติชาวพม่าที่พยายามแสวงหาโอกาสการมีงานทำในประเทศไทย ซึ่งเป็นข่าวไปทั่วโลกขณะนี้

พวกเราในฐานะเครือข่ายสิทธิของเหยื่ออุบัติเหตุจากการทำงานแห่งเอเชีย(ANROAV) รู้สึกชิงชังต่อสถาพการทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในประเทศพม่า ซึ่งเป็นสาเหตุให้แรงงานข้ามชาติจำนวนมากต้องลักลอบเดินทางอย่างผิดกฎหมายเพื่อแสวงหาโอกาสการมีงานทำ และการมีชีวิตอยู่รอดได้  ทั้งนี้พวกเรารู้สึกโศกเศร้าต่อการสูญเสียชีวิตของบุคคลในวัยทำงานจำนวนมากเหล่านี้ พร้อมทั้งขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และญาติพี่น้องของแรงงานเหล่านั้น  พวกเราจะถือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญสูงสุดเพื่อให้มั่นใจได้ว่า แรงงานข้ามชาติทีเดินมาแสวงหาโอกาสการทำงานและอิสรภาพจากการกดขี่จะสามารถกระทำได้อย่างปลอดภัยและถูกต้อง

พวกเราขอยืนยันให้มีการดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา และขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทั่วโลกช่วยกันติดตามและรายงานข่าวเหตุการณ์ดังกล่าวในทุกแง่ทุกมุมอย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิด  พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย และรัฐบาลทหารพม่าสร้างความมั่นใจว่าจะมีการนำตัวผู้กระทำความผิดมาพิจารณาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม  ซึ่งมิใช่แค่เพียงพนักงานขับรถบรรทุกห้องเย็นคันดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงบุคคลผู้กระทำความผิดซึ่งส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตของแรงงานเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าแก๊งขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งพวกเราเชื่อมั่นว่าจะเชื่อมโยงไปถึงบุคคลทั้งในส่วนของกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจเอกชน และเจ้าหน้าที่รัฐทั้งชาวไทยและพม่า  นอกจากนั้นพวกเราขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดหาทนายความที่ปฏิบัติวิชาชีพอย่างเป็นอิสระ อาทิ ทนายความจากสภาทนายความเพื่อให้คำแนะนำและช่วยเหลือเหยื่อจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

พวกเราเห็นว่า การตั้งข้อหาดำเนินคดีซึ่งนำไปสู่การลงโทษ ทั้งโดยการจำและปรับแรงงานข้ามชาติ ซึ่งตกเป็นผู้ที่เสียหายจากกระบวนการค้ามนุษย์นี้เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังขัดกับหลักคำสอนของศาสนาพุทธซึ่งถือเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทยด้วย การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าอับอายของประเทศชาติ และพวกเราหวังว่า ประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้ในการกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์ตลอดจนกลุ่มมิจฉาชีพที่หากินกับกระบวนการดังกล่าวให้หมดสิ้นไป

เหตุการณ์การเสียชีวิตของแรงงานข้ามชาติในลักษณะนี้มิใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แม้ว่าการรสูญเสียครั้งใหญ่นี้จะเรียกร้องความสนใจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้จับตามองการดำเนินการของประเทศไทยและประเทศพม่าก็ตาม  แต่ยังเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ยังแสดงถึงความล้มเหลวเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยและพม่า
ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารพม่าได้สร้างสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศพม่าให้เกิดขึ้น แล้วส่งผลให้ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศต้องอพยพหลบหนีภัยความตายทั้งจากภัยต่อบุคคล หรือการแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ การมีงานทำเพื่อให้ชีวิตของตนเองและครอบครัวอยู่รอดได้

รัฐบาลทหารพม่ามีประวัติการกระทำที่แสดงออกถึงการขาดความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างยาวนาน ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวได้รวบรวมอย่างเป็นระบบ ทั้งเอกสาร หลักฐานต่างๆ และได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างไปทั่วโลก ที่ผ่านมารัฐบาลทหารพม่ายืนกรานไม่ยอมรับรู้วิกฤติการณ์ความรุนแรงต่างๆ ในประเทศ นอกจากนั้นยังปฏิเสธที่จะจัดการใดๆ กับปัญหาที่พลเมืองจำนวนมากของตนอพยพไปยังประเทศต่างๆ   ที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันดีว่า มีเจ้าหน้าทีของรัฐบาลทหารพม่าที่หากินกับกระบวนการค้ามนุษย์ การลักลอบนำพาบุคคล ตลอดจนการขนส่งเหยื่อจากการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นพลเมืองของประเทศพม่าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดังเช่นเหตุโศกนาฎกรรม การเสียชีวิตของกลุ่มแรงงานข้ามชาติชาวพม่าจำนวน ๕๔ คน ในวันที่ ๙ เมษายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยก็สมควรถูกประณามอย่างรุนแรงเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับประโยชน์โดยการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจำนวนไม่น้อยกว่า ๒ ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ ๘๕ เป็นแรงงานจากประเทศพม่า  แรงงานข้ามชาติถือครองสัดส่วนการจ้างงานประมาณร้อยละ ๕ ของภาวะการณ์ทำงานทั้งหมดของประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่อยู่ในกิจการที่เป็นงานอันตราย งานสกปรก และงานที่ไม่มีแรงงานภายในประเทศต้องทำการ อาทิ แรงงานในภาคธุรกิจอาหารทะเล แรงงานการก่อสร้าง แรงงานเกษตรกรรม และแรงงานอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป  ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้รับแรงงานข้ามชาติ มีข้อผูกพันที่จะต้องส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของแรงงานเหล่านี้ ทั้งในด้านสภาพการทำงาน ตลอดจนการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในชีวิต

เหตุการณ์การเสียชีวิตของแรงงานชาวพม่าจำนวน ๕๔ คนเมื่อวันที่ ๙ เมษายนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีต่างของตนในการคุ้มครองชีวิตของแรงงานข้ามชาติ รัฐบาลไทยยอมรับว่ามีแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนแรงงานเพียงร้อยละ ๒๕ ของแรงงานข้ามชาติทั้งหมดที่อยู่ประเทศไทย แสดงถึงความล้มเหลว และขาดประสิทธิภาพของระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ อันเนื่องมาจากความซับซ้อนและไม่ยืดหยุ่นในการปฏิบัติ  ในขณะที่ตามข้อเท็จจริงแล้ว เศรษฐกิจไทยยังคงต้องพึ่งพิงการนำเข้าแรงงานข้ามชาติจำนวนมากอย่างต่อเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่รัฐบาลเองกลับสร้างสถานการณ์ซึ่งเป็นอุปสรรคในการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ทำให้แรงงานเหล่านี้ไม่สามารถทำงาน ใช้ชีวิต และเข้าถึงกลไกการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ยืนยันถึงความล้มเหลวของชาติในการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ ซึ่งหมายรวมถึงการปล่อยปละละเลยให้มีการลักลอบ ขนย้ายแรงงานข้ามชาติเข้ามาในประเทศหรือภายในประเทศอย่างผิดกฎหมาย

เครือข่ายสิทธิของเหยื่ออุบัติเหตุจากการทำงานแห่งเอเชีย(ANROAV) มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยถึงมาตรการการดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งรัฐบาลไทยต้องพยายามคำนึงถึงต้นตอของปัญหาของสถานการณ์การเสียชีวิตของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ๕๔ คน ในวันที่ ๙ เมษายน ที่ผ่านมา ดังนี้

๑.รัฐบาลไทยต้องระงับการส่งกลับแรงงานข้ามชาติผู้ตกเป็นเหยือและผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ก่อน จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสมบูรณ์  และเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถนำตัวผู้กระทำความผิดครั้งนี้มาพิจารณาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมได้

๒.รัฐบาลไทยต้องจัดหาทนายความที่มีความเป็นอิสระทางวิชาชีพให้แก่เหยื่อและครอบครัวของผู้เสียชีวิต ตลอดจนการดำเนินการจ่ายค่าชดเชย เยียวยาความเสียหายจากการเสียชีวิตและบาดเจ็บ และดูแลค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้กับแรงงานข้ามชาติผู้รอดชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตลอดจนครอบครัว ทายาท และผู้อยู่ในอุปการะของแรงงานข้ามชาติที่เสียชีวิตโดยเร่งด่วน

๓.รัฐบาลไทยจะต้องดำเนินการสอบสวนโดยทันที อย่างเปิดเผยและโปร่งใส โดยเฉพาะจำต้องตรวจสอบเกี่ยวกับการเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ของบริษัทเอกชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ในการค้ามนุษย์ ตลอดจนการลักลอบ ขนส่งแรงงานข้ามชาติทีอย่างผิดกฎหมาย

๔. รัฐบาลไทยต้องดำเนินการปรับปรุง ยกเครื่องระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติของรัฐบาลไทยให้มีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยการร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม และนายจ้าง  และโดยที่รัฐบาลต้องพยายามสร้างระบบที่เกิดจากการยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติมีคุณูปการต่อการสร้างมูลค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ  รัฐบาลต้องยุติการใช้วิสัยทัศน์แบบตื้นๆที่พิจาณาเรื่องแรงงานข้ามชาติจากมุมมองของความมั่นคงของชาติเท่านั้น นอกจากนั้นยังต้องพยายามจำกัดโอกาสมิให้เกิดการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติทั้งจากกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ประกอบธุรกิจเอกชน และรัฐบาลทหารพม่าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ามนุษย์ ตลอดจนการลักลอบ ขนส่งแรงงานข้ามชาติอย่างผิดกฎหมาย

รัฐบาลไทยและรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านต้องร่วมมือกัน โดยร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม นายจ้าง และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประกันว่า เหตุโศกนาฎกรรมเฉกเช่นการเสียชีวิตของแรงงานข้ามชาติจำนวน ๕๔ คนในวันที่ ๙ เมษายนที่ผ่านมา จะไม่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  กระบวนการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ดีจะนำมาซึ่งผลประโยชน์มากมายสำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย และในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งการเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของแรงงานข้ามชาติทั้งปวงด้วย

ผู้ที่ร่วมลงนาม
1.Asian Network for the Rights of Occupational Accident Victims (ANROAV) – Hong Kong, China
2.The Human Rights and Development Foundation (HRDF) – Thailand
3.The Council of Work and Environment Related Patients' Network (WEPT) - Thailand
4.Friends of Women Foundation – Thailand
5.Asia Monitoring Resource Centre (AMRC) - Hong Kong, China
6.Migrant Working Group (MWG) – Bangkok, Thailand
7.Federation of Trade Unions Burma (FTUB)
8.Seafarers Union of Burma (SUB)
9.Hong Kong Federation of Trade Unions – Hong Kong, Thailand
10.The Solidarity Center - Washington, D.C., United States
11.AFL-CIO
12.Globalization Monitor - May Wong, Hong Kong, China
13.ITUC/GUF/HKCTU Hong Kong Liaison Office (IHLO), China
14.Ziteng - Hong Kong, China
15.Rohit Prajapati, Swati Desai and Paryavaran Suraksha Samiti - Gujarat, India
16.Youth for Social Change - Jeny Dolly , Chennai
17.Union for Civil Liberty – Thailand
18.Committee for Asian Women - Lucia V. Jayaseelan
19.Labour Rights Promotion Network (LPN) - Thailand
20.Thai Action Committee for Democracy in Burma (TACDB) - Thailand
21.Ban Asbestos Network of India (BANI) - Gopal Krishna, India
22.OSHAID International - John Ninness, Australia
23.Dr Sean Foley: Environmental and Land Use Adviser - Vientiane Lao PDR
24.Melody Kemp: Labour Educator and Journalist - Vientiane Lao PDR
25.Action Network for Migrants - Thailand
26.Thai Labour Solidarity Committee - Thailand
27.State Enterprise Workers Relation Confederation Committee (SERC) – Sawit Kaewan, Secretary General, Bangkok, Thailand
28.Union Network International Malaysian - Malaysia
29.Om Noi/Om Yai Workers Area Group - Sangun Khunsont, Bangkok, Thailand
30.Women Workers Unity Group – Bangkok, Thailand
31.International Transport Workers’ Federation (ITF)
32.Corporate Accountability Desk of The Other Media - Madhumita Dutta, India
33.Collective for Environmental, Social and Economic Justice - Nityanand Jayaraman, India
34.Occupational Health and Safety Centre - Dr Murlidhar V, Mumbai, India
35.Workright Union Hong Kong Trade Union for Rights-Based NGO Workers – Hong Kong, China
36.Japan Occupational Safety and Health Resource Center (JOSHRC) - Japan
37.Australia Asia Workers Links - Gwynnyth Evans and Cathy Butcher, Australia
38.Hazards UK - Rory O’Neill, Professor Occupational and Environmental Health Research Group University of Stirling Scotland, London UK
39.London Hazards Centre (LHC) – London, UK
40.Union of Autonomous Trade Unions of Croatia (UATUC), Croatia
41.Solidarity for Worker's Health - Seoul, Korea
42.Sheffield And Rotherham Asbestos Group (SARAG) - Paula Walker, UK
43.Unison - Dave Knight, UK
44.Hazards Centre - Danu Roy, Delhi, India
45.Building and Wood Workers International (BWI) - Jin Sook Lee, South Korea
46.Building and Wood Workers International (BWI) - Anup Srivastava, Delhi, India
47.Celeste Monforton MPH, Professor, The George Washington University - United States
48.Herbert Docena - Phillipines
49.International Federation of Journalists
50.International Council on Social Welfare - Denys Correll (Executive Director), Netherlands
51.Foundation for Labour and Employment Promotion - Poonsap S. Tulaphan, Thailand
52.Paul Jobin, Assistant Professor University of Paris Diderot - France
53.Campaign Committee for Human Rights - Thailand
54.Worker Assistance Center - Philippines
55.United Filipinos in Hong Kong – Hong Kong, China
56.Deepa Bharathi
57.Global Alliance Against Trafficking in Women (GAATW) - Thailand
58.The Irrawaddy - Sai Silp, Thailand
59.Building and Wood Workers International (BWI) – Anita Normark, General Secretary, Global
60.Building and Wood Workers International (BWI) – Fiona Murie, Director OHS, Global
61.Network Labour North – Chiangmai, Thailand
62.PAO Magazine – Mr. Thomas, Bangkok, Thailand
63.R. A. L. G. Thailand – Sugarnta Sookpaita, Prathum Thani, Thailand
64.Northern Informal Worker Network c/o The Sustainable Alternative Development Association -  Chiang Mai, Thailand
65.Kevin Hewison, Professor, Department of Asian Studies/Director Carolina Asia Center University of North Carolina - Chapel Hill USA
66.Maquiladora Health & Safety Support Network - Garrett Brown (MPH, CIH), Coordinator, Berkeley, CA USA
67.Scottish Hazards Campaign – Scotland, UK
68.Joan S. Geiger PT MOccH, Ergonomic Consultant ErgoCare - Tel Aviv, Israel
69.Dennis Arnold, PhD Student University of North Carolina-Chapel Hill – Chapel Hill, USA
70.Jim Glassman – Vancouver, Canada
71.Tyrell Haberkorn – Hamilton, New York, USA
72.Hathairat Suda – Bangkok, Thailand
73.Anoop Sukumaran – Bangkok, Thailand
74.Van Thu Ha - Hanoi, Vietnam
75.Canadian Autoworkers Union (CAW) – Toronto, Canada
76.Thai Regional Alliance in Hong Kong – Bungon Tamasorn, Hong Kong, China
77.Thai Volunteer Service  - Jon Ungphakorn, Bangkok, Thailand
78.Environmental Litigation and Advocacy for the Wants (EnLAW) - Thailand
79.Centre for Aids Rights - Thailand
80.International Campaign for Responsible Technology – Ted Smith, San Jose, California, USA
81.Mahidol University – Sriprapha Petchararmesree, Bangkok, Thailand
82.Labour Action China - China
83.The Cross Cultural Foundation - Thailand
84.Hong Kong Coalition for a Free Burma – Hong Kong, China
85.Christian Solidarity Worldwide – Hong Kong, China
86.Asia Pacific Mission for Migrants, Hong Kong
87.Herbert Docena – Manila, Philippines
88.Asian Students Association
89.Canadian Auto Workers Union – Lyle Hargrove, Toronto, Canada